iPhone 18 Pro Max ที่เปลี่ยน Face ID ไปมากกว่าที่คิด
IR Sensor คืออะไร? จุดเล็ก ๆ บน iPhone 18 Pro Max ที่เปลี่ยน Face ID ไปมากกว่าที่คิด
ถ้ามอง iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ผ่าน ๆ สิ่งที่สังเกตเห็นได้ทันทีคือ Dynamic Island (พื้นที่กล้องและระบบเซนเซอร์ด้านบนหน้าจอ) ที่มีขนาดเล็กลง
แต่เบื้องหลังพื้นที่หน้าจอที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยนี้ กลับมีการเปลี่ยนตำแหน่งของชิ้นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Face ID ซ่อนอยู่
นั่นคือ Infrared Camera (กล้องอินฟราเรด) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ TrueDepth (ระบบกล้องและเซนเซอร์สำหรับตรวจจับความลึกของใบหน้า) ที่ถูกย้ายเข้าไปอยู่ใต้หน้าจอบริเวณด้านบนฝั่งซ้าย
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ Apple สามารถลดพื้นที่บางส่วนที่เคยใช้วางเซนเซอร์บริเวณด้านหน้าของเครื่อง และทำให้ Dynamic Island มีขนาดเล็กลง

“ตำแหน่งระบบ TrueDepth และกล้องอินฟราเรดบริเวณด้านบนของ iPhone 18 Pro Max ด้านซ้ายบน”
แล้ว IR Sensor คืออะไร? ทำไม Face ID ถึงต้องใช้แสงที่ตามองไม่เห็น?
เรื่องนี้เข้าใจง่ายกว่าที่คิด
IR Sensor คืออะไร?
IR ย่อมาจาก Infrared (อินฟราเรด) ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่อยู่ถัดจากช่วงแสงสีแดง โดยสายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้โดยตรง
ลองจินตนาการว่า Face ID เป็นคนคนหนึ่งที่กำลังพยายามมองหน้าเราอยู่ในห้องมืดสนิท
ถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจต้องหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องหน้าเราเพื่อให้มองเห็น
แต่ถ้า iPhone ต้องเปิดไฟสว่าง ๆ ส่องหน้าเราทุกครั้งที่ปลดล็อกเครื่อง ก็คงทั้งแสบตาและใช้งานไม่สะดวก
Apple จึงเลือกใช้วิธีที่ต่างออกไป
ระบบจะใช้ Infrared Light (แสงอินฟราเรด) ซึ่งดวงตาของเราไม่สามารถมองเห็น เพื่อช่วยให้ระบบตรวจจับรายละเอียดของใบหน้าได้ แม้อยู่ในสภาพแสงน้อยหรือห้องที่มืดสนิท
พูดง่าย ๆ คือ
ระบบอินฟราเรดเปรียบเหมือน “ตาวิเศษ” ของ iPhone ที่มองเห็นสิ่งที่ตาของเรามองไม่เห็น

“Face ID ใช้แสงอินฟราเรดช่วยตรวจจับใบหน้า แม้อยู่ในที่มืด” ภาพนี้สร้างขึ้นโดย Generative AI
ระบบ TrueDepth จะใช้ส่วนประกอบหลายอย่างทำงานร่วมกัน เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรูปทรงและความลึกของใบหน้า ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้งาน
แล้วตอนเราสแกน Face ID จริง ๆ เกิดอะไรขึ้น?
เวลายก iPhone ขึ้นมาเพื่อปลดล็อก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่การ “ถ่ายรูปหน้า”
ด้านหลังขั้นตอนที่ดูง่ายมากสำหรับผู้ใช้งาน มีระบบหลายส่วนกำลังทำงานพร้อมกัน
หนึ่งในส่วนสำคัญคือ Flood Illuminator (ตัวส่องแสงอินฟราเรด) ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถตรวจจับใบหน้าของเราได้แม้อยู่ในที่มืด
จากนั้น Dot Projector (ตัวฉายจุดอินฟราเรด) จะฉายจุดที่ตามนุษย์มองไม่เห็นจำนวนมากลงบนใบหน้า
เมื่อจุดเหล่านั้นตกกระทบกับจมูก หน้าผาก แก้ม รอบดวงตา และส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า รูปแบบของจุดก็จะเปลี่ยนไปตามความลึกและรูปทรงของใบหน้าแต่ละคน
สุดท้าย Infrared Camera (กล้องอินฟราเรด) จะอ่านข้อมูลเหล่านั้นกลับมา
ระบบจึงไม่ได้มองเห็นแค่ “รูปถ่ายใบหน้าแบบแบน ๆ” แต่สามารถรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างและความลึกของใบหน้าได้

“ระบบ TrueDepth ใช้ข้อมูลจากแสงและจุดอินฟราเรดเพื่อช่วยตรวจจับโครงสร้างของใบหน้า” ภาพนี้สร้างขึ้นโดย Generative AI
ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปประมวลผลและเปรียบเทียบกับข้อมูลใบหน้าที่เจ้าของเครื่องลงทะเบียนเอาไว้
หากข้อมูลตรงกัน เครื่องก็สามารถยืนยันตัวตนและปลดล็อกได้
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงสั้น ๆ จนเราแทบไม่รู้ตัว
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Face ID สามารถใช้งานได้แม้อยู่ในห้องที่มืด เพราะระบบไม่ได้อาศัยเพียงแสงปกติที่สายตามนุษย์มองเห็นเท่านั้น
แล้ว iPhone 18 Pro Max เปลี่ยนอะไร?
จุดที่น่าสนใจของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max คือการเปลี่ยนตำแหน่งของกล้องอินฟราเรดบางส่วนในระบบ Face ID
จากเดิมที่ชิ้นส่วนสำคัญของระบบ TrueDepth จะถูกรวมอยู่บริเวณเดียวกับช่องกล้องด้านบนหน้าจอ
ใน iPhone 18 Pro Series มีการนำ Infrared Camera (กล้องอินฟราเรด) ไปวางอยู่ใต้พื้นที่หน้าจอบริเวณด้านบนฝั่งซ้าย
นั่นหมายความว่า...
สิ่งที่เราเห็นเป็น “หน้าจอปกติ” บริเวณนั้น จริง ๆ แล้วมีเซนเซอร์กำลังมองผ่านหน้าจออยู่ด้านล่าง

“การเปลี่ยนตำแหน่งของกล้องอินฟราเรดช่วยให้สามารถลดพื้นที่ Dynamic Island ลงได้” ภาพนี้สร้างขึ้นโดย Generative AI
ผลที่ผู้ใช้งานสังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคือ Dynamic Island มีขนาดเล็กลง
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าขนาดของ Dynamic Island คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง
เพราะการเอากล้องที่ต้องตรวจจับแสงไปซ่อนเอาไว้ใต้หน้าจอ ไม่ได้ง่ายเหมือนแค่เอากล้องไปวางหลังแผ่นกระจกธรรมดา
ทำไมกล้อง IR ที่อยู่ใต้หน้าจอถึงน่าสนใจ?
สิ่งที่กล้องอินฟราเรดต้องทำคือการรับข้อมูลจากแสง IR ที่สะท้อนกลับมาจากใบหน้าของเรา
ปัญหาคือ...
ก่อนที่แสงจะเดินทางไปถึงเซนเซอร์ มันต้องผ่าน “หน้าจอ” ก่อน
หน้าจอ iPhone ใช้เทคโนโลยี OLED (หน้าจอที่แต่ละพิกเซลสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง) ซึ่งภายในไม่ได้มีเพียงกระจกใสหนึ่งแผ่น
แต่ประกอบไปด้วยโครงสร้างหลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นชั้นพิกเซล วัสดุสำหรับแสดงผล และส่วนประกอบอื่น ๆ
หากวัสดุเหล่านี้ขวางแสงอินฟราเรดมากเกินไป กล้องที่อยู่ด้านล่างก็อาจได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ
ดังนั้นบริเวณที่มีกล้องอินฟราเรดอยู่ด้านล่างจึงต้องถูกออกแบบให้แสง IR สามารถเดินทางผ่านได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน บริเวณนั้นก็ยังต้องสามารถแสดงภาพบนหน้าจอได้ตามปกติด้วย

“แสงอินฟราเรดต้องสามารถเดินทางผ่านชั้นหน้าจอไปยังกล้องอินฟราเรดที่อยู่ด้านล่าง” ภาพนี้สร้างขึ้นโดย Generative AI
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การเปลี่ยนแปลงของ iPhone 18 Pro Max ไม่ใช่แค่เรื่อง “ย้ายเซนเซอร์ไปทางซ้าย”
แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีจัดวางระบบ Face ID ด้านหน้าของเครื่องครั้งสำคัญ
และจากตรงนี้ก็มีอีกหนึ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนใช้งานโดยตรง
นั่นคือ “ฟิล์มหน้าจอ”
แล้วฟิล์มกระจกมีผลกับ Face ID หรือไม่?
เมื่อกล้อง TrueDepth บางส่วนต้องทำงานผ่านบริเวณหน้าจอด้านบน สิ่งที่ถูกนำไปวางเพิ่มบนหน้าจอก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ
โดยเฉพาะ Screen Protector (ฟิล์มป้องกันหน้าจอ)
เพราะก่อนที่แสงจะเดินทางจากภายนอกเข้าไปถึงหน้าจอและเซนเซอร์ มันต้องผ่านฟิล์มที่เราติดอยู่ด้านบนก่อนอีกหนึ่งชั้น
“ฟิล์มสำหรับ iPhone 18 Pro Max ควรคำนึงถึงการทำงานของระบบ Face ID ด้วย”
สรุป IR Sensor บน iPhone 18 Pro Max แบบง่ายที่สุด
ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดในประโยคเดียว
ระบบอินฟราเรดของ Face ID เปรียบเหมือน “ตาวิเศษ” ของ iPhone ที่มองเห็นใบหน้าของเราในรูปแบบที่สายตามนุษย์มองไม่เห็น

Tum Wasu

